ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เทคนิคการทำ SEO ด้วยการวิเคราะห์พฤติกรรมของคนยุคใหม่

 

เทคนิคการทำ SEO ด้วยการวิเคราะห์พฤติกรรมของคนยุคใหม่


เชื่อว่าทุกๆ ท่านที่ทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ที่มีเว็บไซต์จะต้องรู้จักคำว่า "SEO" หรือ Search Engine Optimize อย่างแน่นอน เพราะเป็นเครื่องมือที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราขึ้นไปติดอันดับการค้นหาในหน้าแรกของ Google นั่นเอง ดังนั้นการทำ SEO จึงสำคัญมาก ยิ่งเว็บไซต์เราติดหน้าแรก และมีคนดูมากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลต่อยอดขาย/ธุรกิจเรามากขึ้นเท่านั้น 

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ให้สำเร็จนั้น ต้องเข้าใจปัจจัยทั้งภายใน และภายนอกที่อาจส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ แต่การทำ SEO จริงๆ นั้นไม่มีสูตรที่ตายตัว เพราะแต่ละแบรนด์ แต่ละธุรกิจนั้น  มีการใช้ SEO ที่ไม่เหมือนกันเพียงแค่คล้ายๆ กันเท่านั้น แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือ SEO ต้องเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมผู้บริโภค หรือกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะสื่อสาร 

สิ่งที่จะช่วยให้การตลาดมีประสิทธิภาพขึ้น สำหรับยุคนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ keyword ที่เราใช้ค้นหาเพียงอย่างเดียว สำหรับวันนี้เราได้นำสิ่งที่นักวิเคราะห์ได้แนะนำเทคนิคการทำ SEO ที่ Google จะชอบ โดยมี 3 หลักการด้วยกัน และส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่การวิเคราะห์พฤติกรรมของคนในยุคนี้

1. โฟกัสที่การทำ ROI ไม่ใช่แค่วัดจากความถี่ของลูกค้า
ธุรกิจส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ ‘Landing page’ คือ หน้าที่คนคลิกเข้ามาแล้วเห็นเรา เห็นแบรนด์เราตั้งแต่แรกเพื่อให้เกิดความประทับใจ แต่น้อยมากที่จะนึกถึงการสร้าง ‘Conversation’ การทำให้เกิดการพูดคุย พูดต่อปากต่อปาก

ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่า 100 คนเข้ามาในเว็บไซต์เรา เราจะเก็บข้อมูลแค่ตัวเลข 100 คน แต่เราไม่นึกต่อยอดว่า มีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้ 5 คน (ที่เยี่ยมชมเว็บไซต์นาน) เกิดความประทับใจ หรือแค่ 3 ใน 5 คนเปลี่ยนใจมาซื้อสินค้าเราได้ในที่สุด

จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมธุรกิจ นักการตลาด แบรนด์ ถึงหันมาให้ความสำคัญกับ Return on Investment (ROI) การวัดผลตอบแทนจากการลงทุน เพราะนอกจากจะยั่งยืนกว่า เกิดการพูดต่อ เกิดความประทับใจ ยังทำให้เราได้ข้อมูลลูกค้าสำหรับการวิเคราะห์ต่อมากขึ้นอีกด้วย (จาก Conversation บนโลกโซเชียลมีเดีย ฯลฯ)

2. แทนที่จะใช้ keyword เยอะๆ เราก็ใช้ first-party data แทน
แบรนด์สามารถจัดการกับความรกของ keyword ได้ด้วยการแทนที่ข้อมูล first-party ซึ่งก็คือ ข้อมูลที่เรามีความเป็นเจ้าของ เพราะเราผู้เก็บรวบรวมเองจากกลุ่มผู้ใช้ หรือลูกค้าของเราเองโดยตรง

ดังนั้น เราเองจะรู้ดีที่สุดว่าสื่อสารแบบไหนถึงจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเราได้ เราก็สามารถหยิบข้อมูล first-party มาใช้ได้เลย ด้วยการระบุวิธี, แบรนด์, ชื่อเจ้าของบริษัท ฯลฯ แทนที่คำค้นหากว้างๆ

ยกตัวอย่างเช่น บทความแนะนำวิธีการดัดฟัน สำหรับ keyword จากที่เราอาจจะใช้คำว่า “Invisalign” (การจัดฟันแบบใส) หรือ รีเทนเนอร์ เพราะดูเป็นคำเฉพาะเจาะจง และภาษาทางเทคนิคมากเกินไป โดยเราสามารถแทนที่ด้วยคำง่ายๆ แค่ “การจัดฟัน” หรือ “ชื่อคลินิกที่เป็นลูกค้าเรา” หรือ “ชื่อทันตแพทย์ชื่อดังที่คนรู้จักเยอะ” (กรณีที่เป็นลูกค้าของเรา) เป็นต้น

3. จัดลำดับความสำคัญในการรักษา (ลูกค้าเก่า)
การหาลูกค้าใหม่มักจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเสมอ และค่าใช้จ่ายนั้นๆ มากกว่าการรักษาลูกค้าเดิมถึง 5 เท่าตัว นั่นจึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมเรายังต้องลงทุนกับการสร้างคอนเทนต์ หรือทำให้หน้าเว็บไซต์น่าดึงดูดอยู่เสมอ ซึ่ง SEO ที่ดีไม่ใช่แค่การดึงดูดกลุ่มคนใหม่ๆ เข้ามา แต่ต้องทำให้ลูกค้าเดิมอยู่กับเราแบบ #คงที่

อิทธิพลของ SEO ที่ดีในยุคนี้ ก็คือ การทำให้ทั้งกลุ่มเป้าหมายใหม่ และกลุ่มเป้าหมายเดิมมีการค้นหาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นนอกจากการดีไซน์หน้าเว็บไซต์ที่ดี การรับฟังลูกค้าเสมอยังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ต้องทำ ไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหนก็ตาม

ที่มา: SEO WINNER

ความคิดเห็น

  1. ย้ายที่อยู่อาศัย พร้อมคนยกของ รถรับจ้างชลบุรี บางแสน เมืองพัทยา บริการรับส่งสินค้าทั่วประเทศ ขนย้ายสิ่งของทุกประเภท ด้วยทีมงานคุณภาพ รับประกันความประทับใจ เราพร้อมที่จะช่วยแบ่งเบาภาระต่างๆ ในการขนย้ายของคุณให้เป็นเรื่องง่ายๆ ในราคาสบายกระเป๋า

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

SEO Content เขียนอย่างไร จึงจะติดอันดับ ?

  การเขียน SEO Content จะทำให้บทความของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะช่วยให้บทความของคุณติดอันดับบน Google ทำให้มีคนค้นหาเว็บไซต์ และบทความของคุณเจอเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย วันนี้เราจะพามาหาคำตอบกันค่ะ ว่าควรต้องทำอย่างไรบ้าง ? 1. กำหนด Keyword  สำหรับการเขียน SEO Content นั้นต้องมีการกำหนด Keyword ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบทความที่เราเขียน โดยต้องวิเคราะห์ก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะมาอ่านบทความของเราเป็นใคร และเขาจะใช้ Keyword อะไรในการค้นหา และอย่าลืมว่า Keyword มี่เราเลือกใช้ต้องมีปริมาณการค้นหา (Search Volume) ประมาณหนึ่งด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ ก่อนอื่นเราต้องดูว่าประเด็นที่เราจะเขียนนั้นคืออะไร เราสามารถนำประเด็นนั้นมาเป็น Keyword ตั้งต้นได้ เช่น การตลาดวันละตอนจะเขียนเรื่อง กลยุทธ์ในการทำการตลาดออนไลน์ Keyword ที่เหมาะสมก็คือ กลยุทธ์การตลาด หรือ กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เป็นต้น 2. ใส่ Keyword ให้ถูกตำแหน่ง การใส่ Keyword ควรแทรกให้กระจายอยู่ในส่วนต่างๆ ของบทความ แต่ต้องไม่มากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้ Google มองว่าเว็บไซต์ของเราเป็นพวกสแปมคีย์เวิร์ดได้  ปกติแล้ว SEO Content จะมีความยาว...

กลยุทธ์ Tie-in แบรนด์อย่างไร ? ให้เจาะกลุ่มเป้าหมายได้แบบเนียนๆ

กลยุทธ์ Tie-in เป็นหนึ่งในวิธีการสร้างการรับรู้แบรนด์ เพื่อสื่อสารการตลาดกับ 'ลูกค้า' โดยเป็นที่รู้จักและใช้มานานอย่างแพร่หลายแล้ว โดยวิธียอดฮิตก็คือ การนำผลิตภัณฑ์ บริการ หรือโลโก้แบรนด์ เข้าไปอยู่ในคอนเทนต์ที่นำเสนอไปยังกลุ่มเป้าหมายนั่นเอง และต้องบอกว่า การใช้กลยุทธ์ Tie-in ในยุคปัจจุบันนี้ มีช่องทางให้เลือกในการโปรโมทสินค้าได้อย่างมากมาย ซึ่งกลยุทธ์นี้สามารถสร้างการรับรู้ที่ดี อีกทั้งยังดึงดูดความสนใจผู้บริโภคได้อย่างเนียนๆ อีกด้วย จนแทบกลุ่มเป้าหมายอาจจะไม่รู้ตัวกันเลยค่ะ วันนี้เราได้นำไอเดียดีๆ จาก everydaymarketing มาแบ่งปันกันค่ะ สำหรับการ Tie-in ในยุคสังคมออนไลน์แบบนี้ มาให้นักการตลาดได้หยิบเอาไปใช้ได้ ดังนั้นมาดูกันดีกว่าว่า เราจะสามารถ Tie-in อย่างไรได้บ้าง ? 1. Tie-in สื่อแฝงในภาพยนต์ แน่นอนว่าหลายๆ คนคงพบเห็นกันบ่อยๆ กับสื่อแฝงในภาพยนต์ แต่จะทำอย่างไรล่ะให้หนัง หรือภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ เกิดภาพจำได้ว่าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์ของเรา ยกตัวอย่างเช่น.. การ Tie-in ของภาพยนต์ไทย 'เรื่องอ้ายคนหล่อลวง' ที่โด่งดังมากๆ สิ่งที่เห็นชัดๆ เลยก็คือ จะเห็นแบรนด์ 'ศรีสวัสด...

SEO และ SEM คืออะไร

  ในการทำธุรกิจออนไลน์ การทำเว็บไซต์เป็นสิ่งที่สำคัญ เปรียบเสมือนเป็นหน้าต่างของบ้านเลยทีเดียว และเมื่อเรามีเว็บไซต์เป็นของตัวเองแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ การโปรโมทเว็บไซต์นั่นเอง ช่องทางการสร้างยอดขายให้เติบโตอย่างรวดเร็วอย่าง Google และใครๆ ก็ต้องการที่ครองอันดับต้นๆ กันทั้งนั้น  สำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึง SEO และ SEM กันค่ะ แน่นอนว่าหลายๆ คนต้องคุ้นหูกันอย่างแน่นอน เพราะถือว่าเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่กำลังมาแรง และเป็นที่น่าสนใจมากๆ แต่ 2 อย่างนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร นำไปใช้แบบไหน และเหมาะกับธุรกิจของเราหรือไม่ วันนี้เราจะพาทุกคนไปหาคำตอบกันค่ะ  - SEM  ย่อมาจากคำว่า Search Engine Marketing คือ รูปแบบการทำการตลาดบน Search Engine ที่นิยมมากที่สุดก็คือ Google นั่นเอง เป็นการทำในรูปแบบของการจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณา โดยใช้วิธีการซื้อ keyword คำที่ต้องการให้ค้นหาสินค้าหรือบริการของเรา จะมีการเรียกเก็บเงินตามจำนวนคลิกเว็บไซต์  สำหรับการทำ SEM เห็นผลลัพธ์ได้ในระยะเวลาอันสั้นในการติดอันดับบน Google และเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ตามมาก็คือค่าใช้จ่ายนั่นเ...