ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

Buyer intent data กลยุทธ์นี้ นักการตลาดมือใหม่ต้องรู้ !


Buyer intent data กลยุทธ์นี้ นักการตลาดมือใหม่ต้องรู้ !

ณ ปัจจุบันนี้ เราต่างก็รู้กันอยู่แล้วว่าเป็นยุคของคลังข้อมูล ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ไปไหน ทุกอย่างล้วนที่จะนำมาวิเคราะห์ได้ทั้งหมดว่าแนวโน้มการตลาดต่อไปควรเป็นอย่างไร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อนักการตลาดมาก แต่.. เมื่อเราได้ข้อมูลทั้งหมดมาแล้ว เราจะทำอย่างไรเพื่อช่วยประหยัดเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูล หรือประเมินแนวโน้มในระยะสั้นได้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปค่อนข้างเร็วได้อย่างดีที่สุด

วันนี้เราได้นำบทความของ Paroma Sen ผู้อำนวยการฝ่ายคอนเทนต์ และสื่อของ MarTech Series ได้พูดถึงประเภทข้อมูลที่สำคัญที่สุดสำหรับนักการตลาด เพื่อจัดลำดับข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ได้จริง และเร็ว นั่นก็คือ 'ข้อมูลการตั้งใจซื้อของลูกค้า' (buyer intent data) ถือว่าสำคัญมากที่สุดต่อการประเมินแนวโน้มในระยะสั้น และสามารถทำให้เป็นการตลาดในระยะยาวได้ด้วย

buyer intent data จะช่วยวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ได้
- พฤติกรรมการซื้อในปัจจุบัน
- ศักยภาพในการซื้อในปัจจุบัน
- แนวโน้มว่าคนไหนที่จะมาเป็นลูกค้าของเรา
- กลุ่มลูกค้าแบบไหนเหมาะที่จะเป็น main target

แม้ว่าการตลาดรูปแบบนี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่นักการตลาดหลายๆ คนเห็นด้วยว่าข้อมูลการตั้งใจของผู้ซื้อ เป็นหนึ่งในข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ได้เร็วที่สุดอย่างหนึ่ง ใช้กระบวนการในการตัดสินใจไม่นาน สามารถสร้างดีล และดึงดูดลูกค้าใหม่ได้ทันที การประเมินพฤติกรรมของผู้ซื้อได้ก่อนตั้งแต่ระยะแรก จะทำให้แบรนด์หรือธุรกิจมีโอกาสมากขึ้นที่จะทำการตลาดได้ตรงใจผู้บริโภค และเปลี่ยนให้มาเป็นลูกค้าได้ในอนาคตนั่นเอง

สำหรับคนที่สงสัยว่าทำไมต้องยกให้ข้อมูลการตั้งใจซื้อเป็นอันดับแรกๆ ก็เพราะว่าการแข่งขันในปัจจุบันทำให้ความเร็ว เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มการเติบโตให้ธุรกิจได้ค่ะ

ถึงแม้ว่าจะมีหลายธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการตั้งใจซื้อมากขึ้น เมื่อพวกเขาเข้ามาในหน้าเว็บไซต์ ดูผลิตภัณฑ์บริการ ระยะเวลาที่ดู หรือการเช็คเปรียบเทียบกับเว็บอื่น ฯลฯ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการตลาดที่ตรงใจและรวดเร็วมากที่สุด

ที่มา:,SEO WINNER



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

SEO Content เขียนอย่างไร จึงจะติดอันดับ ?

  การเขียน SEO Content จะทำให้บทความของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะช่วยให้บทความของคุณติดอันดับบน Google ทำให้มีคนค้นหาเว็บไซต์ และบทความของคุณเจอเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย วันนี้เราจะพามาหาคำตอบกันค่ะ ว่าควรต้องทำอย่างไรบ้าง ? 1. กำหนด Keyword  สำหรับการเขียน SEO Content นั้นต้องมีการกำหนด Keyword ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบทความที่เราเขียน โดยต้องวิเคราะห์ก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะมาอ่านบทความของเราเป็นใคร และเขาจะใช้ Keyword อะไรในการค้นหา และอย่าลืมว่า Keyword มี่เราเลือกใช้ต้องมีปริมาณการค้นหา (Search Volume) ประมาณหนึ่งด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ ก่อนอื่นเราต้องดูว่าประเด็นที่เราจะเขียนนั้นคืออะไร เราสามารถนำประเด็นนั้นมาเป็น Keyword ตั้งต้นได้ เช่น การตลาดวันละตอนจะเขียนเรื่อง กลยุทธ์ในการทำการตลาดออนไลน์ Keyword ที่เหมาะสมก็คือ กลยุทธ์การตลาด หรือ กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เป็นต้น 2. ใส่ Keyword ให้ถูกตำแหน่ง การใส่ Keyword ควรแทรกให้กระจายอยู่ในส่วนต่างๆ ของบทความ แต่ต้องไม่มากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้ Google มองว่าเว็บไซต์ของเราเป็นพวกสแปมคีย์เวิร์ดได้  ปกติแล้ว SEO Content จะมีความยาว...

กลยุทธ์ Tie-in แบรนด์อย่างไร ? ให้เจาะกลุ่มเป้าหมายได้แบบเนียนๆ

กลยุทธ์ Tie-in เป็นหนึ่งในวิธีการสร้างการรับรู้แบรนด์ เพื่อสื่อสารการตลาดกับ 'ลูกค้า' โดยเป็นที่รู้จักและใช้มานานอย่างแพร่หลายแล้ว โดยวิธียอดฮิตก็คือ การนำผลิตภัณฑ์ บริการ หรือโลโก้แบรนด์ เข้าไปอยู่ในคอนเทนต์ที่นำเสนอไปยังกลุ่มเป้าหมายนั่นเอง และต้องบอกว่า การใช้กลยุทธ์ Tie-in ในยุคปัจจุบันนี้ มีช่องทางให้เลือกในการโปรโมทสินค้าได้อย่างมากมาย ซึ่งกลยุทธ์นี้สามารถสร้างการรับรู้ที่ดี อีกทั้งยังดึงดูดความสนใจผู้บริโภคได้อย่างเนียนๆ อีกด้วย จนแทบกลุ่มเป้าหมายอาจจะไม่รู้ตัวกันเลยค่ะ วันนี้เราได้นำไอเดียดีๆ จาก everydaymarketing มาแบ่งปันกันค่ะ สำหรับการ Tie-in ในยุคสังคมออนไลน์แบบนี้ มาให้นักการตลาดได้หยิบเอาไปใช้ได้ ดังนั้นมาดูกันดีกว่าว่า เราจะสามารถ Tie-in อย่างไรได้บ้าง ? 1. Tie-in สื่อแฝงในภาพยนต์ แน่นอนว่าหลายๆ คนคงพบเห็นกันบ่อยๆ กับสื่อแฝงในภาพยนต์ แต่จะทำอย่างไรล่ะให้หนัง หรือภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ เกิดภาพจำได้ว่าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์ของเรา ยกตัวอย่างเช่น.. การ Tie-in ของภาพยนต์ไทย 'เรื่องอ้ายคนหล่อลวง' ที่โด่งดังมากๆ สิ่งที่เห็นชัดๆ เลยก็คือ จะเห็นแบรนด์ 'ศรีสวัสด...

SEO และ SEM คืออะไร

  ในการทำธุรกิจออนไลน์ การทำเว็บไซต์เป็นสิ่งที่สำคัญ เปรียบเสมือนเป็นหน้าต่างของบ้านเลยทีเดียว และเมื่อเรามีเว็บไซต์เป็นของตัวเองแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ การโปรโมทเว็บไซต์นั่นเอง ช่องทางการสร้างยอดขายให้เติบโตอย่างรวดเร็วอย่าง Google และใครๆ ก็ต้องการที่ครองอันดับต้นๆ กันทั้งนั้น  สำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึง SEO และ SEM กันค่ะ แน่นอนว่าหลายๆ คนต้องคุ้นหูกันอย่างแน่นอน เพราะถือว่าเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่กำลังมาแรง และเป็นที่น่าสนใจมากๆ แต่ 2 อย่างนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร นำไปใช้แบบไหน และเหมาะกับธุรกิจของเราหรือไม่ วันนี้เราจะพาทุกคนไปหาคำตอบกันค่ะ  - SEM  ย่อมาจากคำว่า Search Engine Marketing คือ รูปแบบการทำการตลาดบน Search Engine ที่นิยมมากที่สุดก็คือ Google นั่นเอง เป็นการทำในรูปแบบของการจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณา โดยใช้วิธีการซื้อ keyword คำที่ต้องการให้ค้นหาสินค้าหรือบริการของเรา จะมีการเรียกเก็บเงินตามจำนวนคลิกเว็บไซต์  สำหรับการทำ SEM เห็นผลลัพธ์ได้ในระยะเวลาอันสั้นในการติดอันดับบน Google และเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ตามมาก็คือค่าใช้จ่ายนั่นเ...