ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

กลุ่มขายออนไลน์ 5 กลุ่ม สะท้อนทิศทางตลาด E-Commerce ในอนาคต

ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป และมีการเติบโตน่าสนใจ จนใครหลายคนสามารถสร้างรายได้จากการเป็น ‘พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์’ ได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด กำไรมหาศาล


จาก Online Seller Archetypes ของ Sea (Group) ที่ได้สำรวจผู้ค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มช้อปปี้ราว 42,000 ราย จากทั้งหมด 6 ประเทศ ประกอบไปด้วย ประเทศไทย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย พบว่า พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย
1. กลุ่มแม่บ้าน-พ่อบ้าน
2. กลุ่มนักเรียน-นักศึกษา
3. กลุ่มผู้ประกอบการมืออาชีพจากโลกออฟไลน์
4. กลุ่มทำอาชีพเสริมคู่งานประจำ
5. กลุ่มพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์มืออาชีพ

ซึ่งแต่ละกลุ่มมีการใช้งาน E-Commerce เพื่อตอบโจทย์ความจำเป็นที่แตกต่างกันไป วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกลุ่มเหล้านี้กันค่ะ ว่า แต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมที่สะท้อนถึงทิศทางของตลาด E-Commerce ในอนาคอย่างไรได้บ้าง

1. กลุ่มแม่บ้าน-พ่อบ้าน

กลุ่ม The Homemaker เกือบทั้งหมดเป็นคุณแม่ในช่วงวัย 30 ที่รับหน้าที่ดูแลบ้าน และความเป็นอยู่ของสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 4 คน โดย 60% ของ The Homemaker ระบุว่า การค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซ เพื่อ‘นำรายได้มาใช้ในการดูแลครอบครัว’ ส่วนปัจจัยสำคัญที่ทำให้เลือกช่องทางอีคอมเมิร์ซในการทำธุรกิจ ได้แก่ ‘ความยืดหยุ่นของเวลาการทำงาน’ เพราะทำให้ ดำเนินธุรกิจและดูแลครอบครัวควบคู่กันไปได้

2. กลุ่มนักเรียน-นักศึกษา

ได้แก่ ‘กลุ่มคนรุ่นใหม่ในวัยเรียน’ ที่ค้าขายออนไลน์ควบคู่ไปกับการเรียน มีรายได้จากการขายสินค้าออนไลน์เป็นรายได้หลักและนำรายได้ไปใช้เพื่อการศึกษาในอัตราที่สูงโดดเด่นจากกลุ่มอื่นๆ อย่างชัดเจน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับผู้ค้าออนไลน์กลุ่มอื่นๆ แล้ว The Student มีเงินออมส่วนบุคคลค่อนข้างน้อย อีกทั้งยังต้องเข้าเรียนเต็มเวลาตามที่หลักสูตรการศึกษานั้นๆ กำหนด จึงทำให้มี ‘ความอ่อนไหวทางด้านการเงินและปัญหาการจัดการเวลา’ สูง

ดังนั้น อีคอมเมิร์ซจึงเข้ามาเป็นโซลูชันที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ ได้ทดลองทำการค้าขายตามไอเดียและความสร้างสรรค์ของตนได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย มีต้นทุนต่ำและระดับความเสี่ยงที่ต่ำ นับเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ The Student ผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการบนโลกอีคอมเมิร์ซได้ง่ายยิ่งขึ้น

3. กลุ่มผู้ประกอบการมืออาชีพจากโลกออฟไลน์

คือ ผู้ประกอบการที่เดิมทำธุรกิจอยู่บนช่องทางออฟไลน์ และมีความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์การทำธุรกิจที่ยาวนานกว่า 10 ปี แต่พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปกดดันให้กลุ่มนี้ต้องเข้ามาใช้อีคอมเมิร์ซอย่างกะทันหัน ไม่เพียงเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน รักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าที่มีอยู่ แต่ยังต้องการหาโอกาสขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ๆ อีกด้วย

แม้ว่า The Never-too-late จะมีความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์การทำงานจริงเป็นจุดแข็ง แต่ก็มีจุดอ่อนเช่นกัน คือ การที่พวกเขาเป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์ร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัลน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับผู้ค้าออนไลน์กลุ่มอื่นๆ จากสถิติชี้ว่า สัดส่วนยอดขายบนอีคอมเมิร์ซโดยเฉลี่ยของผู้ค้ากลุ่มนี้อยู่ที่ 28% เท่านั้น ยังเติบโตได้อีกมาก หาก Reskill-Upskill ผู้ประกอบการและพนักงาน เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดให้ธุรกิจใช้ประโยชน์จาก Digital Tools ได้เต็มที่มากขึ้น

4. กลุ่มทำอาชีพเสริมคู่งานประจำ

คือ กลุ่มพนักงานประจำที่ขายสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซเป็นอาชีพเสริม โดยมองว่า ‘อีคอมเมิร์ซใช้งานง่าย’ ช่วยให้จัดการร้านค้าและคำสั่งซื้อได้ตามเวลาที่สะดวก และต้นทุนต่ำ จึงตัดสินใจนำเข้ามาใช้เป็นโซลูชันในการรักษาระดับความพึงพอใจของทั้งนายจ้างและลูกค้าบนโลกออนไลน์ เนื่องจากงานประจำคือความมั่นคง

ส่วนอีคอมเมิร์ซเป็นแหล่งที่มาของรายได้หลัก ยิ่งไปกว่านั้น 2 ใน 3 ของ The Moonlighter เป็นกำลังหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว พวกเขาจึงมีมุ่งมั่นและจริงจังกับการทำธุรกิจส่วนตัวบนอีคอมเมิร์ซ โดยกลุ่มนี้มีความสามารถในการใช้ Digital Tools ดีอยู่แล้ว หากเติมความรู้ในการบริหารธุรกิจเข้าไป ก็จะทำให้มีศักยภาพการขยายธุรกิจสูง

5. กลุ่มพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์มืออาชีพ

กลุ่ม The Highly-Digital คือ กลุ่มคนที่สังคมมักจะนึกถึงเมื่อเราพูดคำว่า “พ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์” โดยพวกเขาขายสินค้าออนไลน์เป็นอาชีพหลักเพียงอาชีพเดียว มีความแอคทีฟบนอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มสูง บริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างยอดขายจากช่องทางอีคอมเมิร์ซได้มากกว่า 50% ของยอดขายทั้งหมด นับเป็นกลุ่มที่มีทักษะการทำธุรกิจบนช่องทางดิจิทัลสูงที่สุดในกลุ่มผู้ค้าออนไลน์ทั้งหมด ซึ่งกลุ่ม The Highly-Digital มักเป็นคนช่วงอายุ 30 ปี โดย 66% ระบุว่าต้องการหารายได้เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว และอีก 57% ระบุว่าต้องการนำรายได้ไปลงทุนต่อเพื่อขยายธุรกิจบนอีคอมเมิร์ซ


จากผลสำรวจยังระบุอีกว่า นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามาเร่งกระบวนการ Digital Transformation ให้เร็วขึ้น หลายๆ ประเทศมีความพยายามที่จะสนับสนุนและส่งเสริม SMEs ให้อยู่รอดด้วยการใช้ Digitalization ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการเยียวยาหรือส่งเสริมศักยภาพ SMEs แบบ One-size-fit-all อาจไม่ใช่คำตอบ เนื่องจากธรรมชาติของผู้ค้าออนไลน์มีความหลากหลาย ทั้งด้านปูมหลัง แรงจูงใจ และการนำอีคอมเมิร์ซไปปรับใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม ‘Hidden Entrepreneur’ อย่าง The Homemaker และ The Student ที่แตกต่างไปจากภาพผู้ประกอบการในความคิดของสังคมส่วนใหญ่อย่างชัดเจน

ที่มา: SEO Winner รับทำ SEO โปรโมทเว็บไซต์ ให้ติดอันดับ Google ติดหน้าแรก Google

ความคิดเห็น

  1. รับทำ Rich Menu ขอนแก่น ราคาถูก เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มยอดขาย ให้นัก SME หรือแม้กระทั่งอาชีพค้าขายออนไลนืได้อย่างดีเยี่ยม หวังว่าแม่ค้าพ่อค้าทั้งหลายคงรู้จัก LINE@ อย่างแน่นอน เพราะช่วยเพิ่มความสะดวกในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้แบบรวดเร็ว ปัจจุบันคนไทยมีการใช้ LINE มากถึง 42 ล้านคน ทำให้โอกาสในการเข้าถึงร้านค้ามีมากขึ้น และครั้งนี้ LINE@ ได้นำเสนอฟีเจอร์ Rich Menu ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้ากว่าเดิม Rich Menu เป็นเมนูภาพที่ขึ้นในหน้าต่างแชท วิธีทำงานของตัวนี้ก็คือ สามารถทำให้ร้านค้าตั้งค่าลิงก์ไปที่ไหนก็ได้ ลิงก์ไปดูรูปเพิ่มเติมบนหน้า Timeline ลิงก์ไปบนเว็บไซต์ หรือลิงก์ไปตรวจเช็กสถานะสินค้าก็ย่อมได้ คำถามต่างๆที่ลูกค้ามักถามซ้ำ หรือร้านค้าจัดโปรโมชั่นบ่อยๆ Rich Menu เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ในการเพิ่มยอดขายได้มากที่สุด

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

SEO Content เขียนอย่างไร จึงจะติดอันดับ ?

  การเขียน SEO Content จะทำให้บทความของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะช่วยให้บทความของคุณติดอันดับบน Google ทำให้มีคนค้นหาเว็บไซต์ และบทความของคุณเจอเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย วันนี้เราจะพามาหาคำตอบกันค่ะ ว่าควรต้องทำอย่างไรบ้าง ? 1. กำหนด Keyword  สำหรับการเขียน SEO Content นั้นต้องมีการกำหนด Keyword ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบทความที่เราเขียน โดยต้องวิเคราะห์ก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะมาอ่านบทความของเราเป็นใคร และเขาจะใช้ Keyword อะไรในการค้นหา และอย่าลืมว่า Keyword มี่เราเลือกใช้ต้องมีปริมาณการค้นหา (Search Volume) ประมาณหนึ่งด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ ก่อนอื่นเราต้องดูว่าประเด็นที่เราจะเขียนนั้นคืออะไร เราสามารถนำประเด็นนั้นมาเป็น Keyword ตั้งต้นได้ เช่น การตลาดวันละตอนจะเขียนเรื่อง กลยุทธ์ในการทำการตลาดออนไลน์ Keyword ที่เหมาะสมก็คือ กลยุทธ์การตลาด หรือ กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เป็นต้น 2. ใส่ Keyword ให้ถูกตำแหน่ง การใส่ Keyword ควรแทรกให้กระจายอยู่ในส่วนต่างๆ ของบทความ แต่ต้องไม่มากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้ Google มองว่าเว็บไซต์ของเราเป็นพวกสแปมคีย์เวิร์ดได้  ปกติแล้ว SEO Content จะมีความยาว...

กลยุทธ์ Tie-in แบรนด์อย่างไร ? ให้เจาะกลุ่มเป้าหมายได้แบบเนียนๆ

กลยุทธ์ Tie-in เป็นหนึ่งในวิธีการสร้างการรับรู้แบรนด์ เพื่อสื่อสารการตลาดกับ 'ลูกค้า' โดยเป็นที่รู้จักและใช้มานานอย่างแพร่หลายแล้ว โดยวิธียอดฮิตก็คือ การนำผลิตภัณฑ์ บริการ หรือโลโก้แบรนด์ เข้าไปอยู่ในคอนเทนต์ที่นำเสนอไปยังกลุ่มเป้าหมายนั่นเอง และต้องบอกว่า การใช้กลยุทธ์ Tie-in ในยุคปัจจุบันนี้ มีช่องทางให้เลือกในการโปรโมทสินค้าได้อย่างมากมาย ซึ่งกลยุทธ์นี้สามารถสร้างการรับรู้ที่ดี อีกทั้งยังดึงดูดความสนใจผู้บริโภคได้อย่างเนียนๆ อีกด้วย จนแทบกลุ่มเป้าหมายอาจจะไม่รู้ตัวกันเลยค่ะ วันนี้เราได้นำไอเดียดีๆ จาก everydaymarketing มาแบ่งปันกันค่ะ สำหรับการ Tie-in ในยุคสังคมออนไลน์แบบนี้ มาให้นักการตลาดได้หยิบเอาไปใช้ได้ ดังนั้นมาดูกันดีกว่าว่า เราจะสามารถ Tie-in อย่างไรได้บ้าง ? 1. Tie-in สื่อแฝงในภาพยนต์ แน่นอนว่าหลายๆ คนคงพบเห็นกันบ่อยๆ กับสื่อแฝงในภาพยนต์ แต่จะทำอย่างไรล่ะให้หนัง หรือภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ เกิดภาพจำได้ว่าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์ของเรา ยกตัวอย่างเช่น.. การ Tie-in ของภาพยนต์ไทย 'เรื่องอ้ายคนหล่อลวง' ที่โด่งดังมากๆ สิ่งที่เห็นชัดๆ เลยก็คือ จะเห็นแบรนด์ 'ศรีสวัสด...

SEO และ SEM คืออะไร

  ในการทำธุรกิจออนไลน์ การทำเว็บไซต์เป็นสิ่งที่สำคัญ เปรียบเสมือนเป็นหน้าต่างของบ้านเลยทีเดียว และเมื่อเรามีเว็บไซต์เป็นของตัวเองแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ การโปรโมทเว็บไซต์นั่นเอง ช่องทางการสร้างยอดขายให้เติบโตอย่างรวดเร็วอย่าง Google และใครๆ ก็ต้องการที่ครองอันดับต้นๆ กันทั้งนั้น  สำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึง SEO และ SEM กันค่ะ แน่นอนว่าหลายๆ คนต้องคุ้นหูกันอย่างแน่นอน เพราะถือว่าเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่กำลังมาแรง และเป็นที่น่าสนใจมากๆ แต่ 2 อย่างนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร นำไปใช้แบบไหน และเหมาะกับธุรกิจของเราหรือไม่ วันนี้เราจะพาทุกคนไปหาคำตอบกันค่ะ  - SEM  ย่อมาจากคำว่า Search Engine Marketing คือ รูปแบบการทำการตลาดบน Search Engine ที่นิยมมากที่สุดก็คือ Google นั่นเอง เป็นการทำในรูปแบบของการจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณา โดยใช้วิธีการซื้อ keyword คำที่ต้องการให้ค้นหาสินค้าหรือบริการของเรา จะมีการเรียกเก็บเงินตามจำนวนคลิกเว็บไซต์  สำหรับการทำ SEM เห็นผลลัพธ์ได้ในระยะเวลาอันสั้นในการติดอันดับบน Google และเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ตามมาก็คือค่าใช้จ่ายนั่นเ...